เรื่องหลอนๆ ในสถานีรถไฟใต้ดิน อยู่ดีๆ มีผีมาคุยด้วย

รถไฟใต้ดิน

เพื่อนพี่ผมทำงานเป็น รปภ.ที่สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งครับ ทุก ๆ วันศุกร์ผมมักจะมารอรถช่วงเย็น ๆ เพื่อกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว แล้วปกติพี่แกก็จะซื้อขนมขบเคี้ยวมานั่งรอเป็นเพื่อน บางวันก็นั่งคุยกันอยู่นาน กว่าจะได้กลับจริง ๆ ก็ดึก ๆ โน่นแต่วันศุกร์นั้น ผมรู้สึกได้เลยว่ามีบางอย่างผิดปกติมาก ๆ “วันนี้รีบกลับหน่อยนะ อย่ามัวแต่โอ้เอ้” ผมก็รู้สึกแปลกใจนิด ๆ ที่พี่แกพูดแบบนี้ มันเพิ่งจะหกโมงกว่า ๆ เอง ปกติบางวันพี่แกก็จะชวนไปกินข้าวเย็นก่อนด้วยซ้ำ แต่ผมไม่ได้ถามอะไรพี่แกไปครับ เพราะคิดว่าพี่แกอาจจะงานยุ่ง

ก็เลยไปซื้อตั๋วแล้วมานั่งรอ ระหว่างที่รอพี่แกก็เดินมานั่งข้าง ๆ พร้อมเลย์หนึ่งถุง เราทั้งคู่ก็คุยถามสารทุกข์สุขดิบกันตามปกติครับ แต่คุยไปคุยมาซักพักพี่แกก็เริ่มบ่นเรื่องงานที่ทำให้ฟัง บอกว่าช่วงนี้เจอแต่เรื่องแปลก ๆ ผมจำประโยคนึงที่พี่แกพูดขึ้นมาได้ “ไม่รู้คืนนี้จะเจออีกมั้ย ถ้าเจออีก มีหวังเพื่อนเราทยอยหายหัวกันไปจนหมดแน่” ผมยังไม่ทันจะถามอะไร พี่แกก็สวนขึ้นมาว่า “เพื่อนพี่ที่เป็น รปภ.แถวนี้นะ เอะอะ ๆ ก็ลาออก แต่โชคดีหน่อยที่พี่ยังไหวอยู่ ถ้าพี่ลาออกก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ” ในตอนนั้นเอง รถไฟผมก็มาถึงพอดี พี่แกบอกผมให้รีบขึ้นไป ด้วยที่ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

ผมก็เลยไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ก่อนผมจะก้าวเท้าขึ้นไป พี่แกก็เอามือตไหล่ผมแล้วบอกว่า “ถ้าเจออะไรให้หลับตาแล้วสวดมนต์นะ เชื่อพี่ เดี๋ยวมันจะหายไปเอง” ผมเกรงใจพี่แก เลยพยักหน้าไว้ก่อน แล้วก็เดินเข้าไปในรถไฟ ภาพที่ผมเห็นในนั้นคือไม่มีใครอยู่เลย บรรยากาศเงียบสงบวังเวงมาก แต่พอมองทะลุไปสักสองสามโบกี้ ก็เห็นคนนั่งอยู่ทำให้อุ่นใจขึ้นมาบ้าง สงสัยคนจะชอบขึ้นรถไฟกันตอนดึก ๆ ผมเดินไปแถวหลังสุดแล้วนั่งลงข้าง ๆ

หน้าต่าง จากนั้นผมจึงเสียบหูฟังนอนพิงหน้าต่างแล้วผล็อยหลับไป แต่จริง ๆ คือผมยังไม่หลับสนิท เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นคือเสียงเพลงจากหูฟังผมอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นเสียงซ่า ๆ เหมือนวิทยุ ผมตื่นมาเช็คดูก็ยิ่งแปลกใจเพราะเพลงในโทรศัพท์ก็ยังเล่นอยู่ ผมจึงถอดหูฟังออกแล้วเสียบใหม่ แต่เสียงซ่า ๆ นั้นก็ยังอยู่ สงสัยหูฟังจะมีปัญหามั้ง ก็เลยถอดออกแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง ในจังหวะนั้นเองครับ

ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งกับที่ผมนั่ง กำลังหลับพิงหน้าต่างเหมือนกัน ผู้หญิงคนนั้นแต่งตัวเหมือนเป็นพนักงานออฟฟิศตามปกติ น่าจะเดินมานั่งตรงนั้นตอนผมหลับอยู่ ก็เลยไม่ทันได้สังเกต แต่สิ่งที่แปลกก็คือสีผิวครับ จะว่าขาวมาก ๆ ก็ไม่ใช่ เพราะถ้าผมตาไม่ฝาดนะครับ มันดูเป็นสีออกเทา ๆ อ่อน ๆ เลยครับ แต่ผมไม่คิดอะไรมากครับ อาจจะเพราะเพิ่งตื่นบวกกับแสงในรถไฟ ก็เลยทำให้ตาฝาด ไหน ๆ ก็ตื่นมาแล้ว ผมจึงเอาโทรศัพท์มาเล่นแก้เบื่อ ทีนี้ทันใดนั้นเองครับ มีมือที่ไหนไม่รู้โผล่มาตรงหน้าผม

แล้วก็บังหน้าจอโทรศัพท์ผมไว้ แน่นอนว่าผมสะดุ้งเฮือก แล้วจึงหันไปมองที่มาของมือ ภาพที่ผมเห็นคือมันมาจากผู้หญิงคนนั้น แต่ใช่ครับ เธอยังนั่งอยู่ที่เดิม ยื่นมาแค่มือกับแขนที่ยาวผิดมนุษย์ ตอนนั้นเธอจ้องหน้าผมอยู่ครับ ผมช็อกจนทำอะไรไม่ถูก แล้วผมก็ได้รู้ว่า ที่ดวงตาของเธอ ตอนแรกที่เจอดูเหมือนเธอจะหลับอยู่ แต่ตอนนี้ ดวงตาคู่นั้นเบิกโพลง เผยให้เห็นช่องว่างภายใน ช่องว่างที่ควรจะมีลูกกะตาบรรจุอยู่ แต่มันไม่มี มันมีแต่เลือดสีแดงสด ที่เหมือนจะไหลออกมาได้ทุกเมื่อ

พอเห็นดังนั้นผมพุ่งตัวออกจากที่นั่งเลยครับ ออกตัววิ่งไม่คิดชีวิต ผ่านโบกี้แล้วโบกี้เล่า แต่ก็ไม่เจอใครเลย แล้วรถไฟก็หยุดลง พอประตูเปิดผมรีบวิ่งออกไปข้างนอก ไม่อยู่แล้วแบบนี้ ผมพบว่าเพิ่งจะผ่านมาสถานีเดียว ขณะที่ผมกำลังจะหาทางกลับบ้านทางอื่น ผมก็หันไปเห็นคน ๆ นั้น กำลังยืนรอผมอยู่ครับ เขาคือเพื่อนพี่ผม คนนั้นแหละครับ คนที่เป็น รปภ. พี่แกมารอผมที่สถานีนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง พอพี่แกเห็นผมก็รีบเข้ามาหา “คืนนี้นอนบ้านพี่ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่” น้ำเสียงกับสีหน้าแววตาพี่แกเหมือนเข้าใจทุกอย่างที่ผมได้เจอมา คำถามมากมายพรุ่งพรูออกมาจากปากผม แต่พี่แกก็ไม่ยอมตอบ เอาแต่บอกให้ตามไปเดี๋ยวจะพากลับไปเอาของที่สถานีเก่าก่อน แล้วจะพาไปส่งบ้าน

พอนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์พี่แกไป ผมก็ได้แต่นึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่ผมเพิ่งได้เจอมา ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมเห็นผู้หญิงคนนั้นจริง ๆ หรือแค่ฝันไปกันแน่ แล้วพี่แกรู้ได้ไงว่าผมจะลงสถานีนี้ รู้ตัวอีกทีก็มาถึงสถานีเก่า ผมตามพี่แกไปเพราะไม่อยากอยู่คนเดียว ระหว่างที่พี่แกจะเข้าไปในห้อง พี่แกก็หันมาถามผม
“อยากรู้ใช่มั้ย?” “ค… ครับ” ผมตอบ
“เดี๋ยวแปปหนึ่งนะ”
ในห้องนั้นมีจอมอนิเตอร์อยู่ ผมเห็นพี่แกมองที่จอแล้วก็ส่ายหน้า
“เจอกี่คนล่ะเมื่อกี้?” พี่แกหันมาถามผมอีกรอบ
“คนเดียวครับ”
“ผู้หญิงใช่มั้ย?”
ผมพยักหน้า


“นี่รู้ตัวมั้ยว่าโชคดีขนาดไหน เข้ามาดูนี่ ถ้าอยากเห็นนัก” พี่แกกวักมือเรียกผมเข้าไป ด้วยความสงสัยผมจึงตามเข้าไป แต่มาคิดดูดี ๆ แล้ว ผมไม่น่าเลย ในจอนั้นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่ในรถไฟขบวนที่ผมนั่ง และตรงบริเวณในภาพเป็นตรงที่ผมนั่งพอดี ผมรู้เพราะว่าผมจำผู้หญิงคนนั้นได้ เธอยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้ ในภาพที่ผมเห็น คือมีคนเต็มไปหมด บางคนก็นั่งอยู่ บางคนก็ยืนอยู่ เบียดเสียดกันจนแน่นทั้งโบกี้เลยครับ

ผมเห็นผู้หญิงท้องแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่ ๆ ผมเคยนั่ง แล้วแกก็ดูเหมือนจูงมือลูก ๆ ของแกอยู่ แต่สิ่งที่ยังติดตาผมมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วแน่ใจได้เลยว่าผมลืมไม่ลงแน่ ๆ คือทุกคนในโบกี้นั้น ต่างจ้องเขม็งมาที่กล้องราวกับรู้ว่าผมกำลังมองอยู่ แล้วยิ่งไปกว่านั้นคือดวงตาของทุกคนเป็นสีแดงสด ไม่มีลูกกะตา แต่มีเลือดไหลออกมาอาบที่แก้มตลอดเวลา ในตอนนั้นเอง ที่ผมตระหนังถึงบางสิ่ง บางสิ่งที่ยิ่งจะทำให้ผมแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลืมภาพนั้น คือตอนนั้นผมสั่นไปทั้งตัวแล้วครับ ผมพูดกับพี่แกด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความช็อกสุดขีด “พ… พี่ครับ มัน…มันต้องเป็นขาวดำ… ไม่ใช่เหรอครับ?”